ชื่อชั้นของมัลคอล์ม แกลดเวลล์ (Malcolm Gladwell) ทำให้หนังสือแต่ละเล่มน่าค้นหา ผมได้อ่านเรื่อง David and Goliath และ The Tipping Point แล้วมาถึงเรื่องนี้ เป็นเล่มต่อหลายปี (25 ปี) จากหนังสือ The Tipping Point คือหนังสือเล่มนี้ Revenge of the Tipping Point ซึ่งนำเคสใหม่ ๆ มาพิจารณาว่าสาเหตุของการระบาดยังคงมีหลักคิดคล้ายหรือต่างกันอย่างไร
สไตล์การเขียนของมัลคอล์ม แกลดเวลล์ จะเป็นแบบสโลเบิร์น ผู้เขียนจะค่อย ๆ ปูแนวคิดด้วยเรื่องราวยืดยาวที่คนไทยไม่คุ้นเคย เพราะมักจะเป็นประเด็นข่าวหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อเมริกา จากนั้นจะค่อย ๆ คลี่คลายในบทหลัง ๆ ซึ่งจะต้องอ่านให้อ่านกว่าครึ่งเล่มเสียก่อน เป็นสไตล์การเขียนของเขาครับ
ประเด็นของ The Tipping Point และ Revenge of the Tipping Point เป็นการหาคำตอบว่า ทำไมอยู่ดี ๆ เรื่องบางอย่างถึงเกิดกระแสบูมขึ้นมาได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นที่พูดถึง หรือพูดถึงไปนานแล้วแต่ก็กลับมาใหม่เหมือนคลื่นใต้น้ำจนกลายเป็นประเด็นกระแสสังคมที่รุนแรง
โรงเรียนวอลดอร์ฟ สอนด้วยหลักปรัชญาศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวัน เป็นโณงเรียนที่สร้างให้คนรู้จักตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปในอเมริกา ดึงดูดผู้ปกครองที่คิดคล้ายกัน นำนักเรียนมารวมกัน ผู้เขียนให้สถติที่น่าสนใจที่โรงเรียนนี้กลับปฏิเสธวัคซีนโควิด-19 มากที่สุดท่ามกลางโรงเรียนทั่วไปในอเมริกา ส่วนจะดีหรือไม่ดี ผู้เขียนไม่สรุป แต่เป็นปรากฏการณ์บางอย่าง ที่บรรยากาศของคนที่คิดเหมือนกันภายใต้ปรัชญาปลูกฝังเดียวกัน จะตอบสนองไปในทางเดียวกัน ไม่ว่าจะถูกหรือผิด
เมืองพอลพลาร์โกรฟ เมืองสงบที่มีแต่คนระดับท๊อป ๆ มาอยู่ด้วยกัน เป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูง เยาวชนมุ่งมั่นตั้งใจแข่งขันกันเพื่อให้เป็นหนึ่งในทุก ๆ ด้านที่พวกเขาสนใจ จนกระทั่งวันหนึ่งอลิซ เด็กสาวอุดมคติของเมืองพอลพลาร์โกรฟพยายามฆ่าตัวตาย เธอทั้งสวยทั้งเก่ง มนุษยสัมพันธ์ชั้นยอด มีความเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่เธอพยายามฆ่าตัวตาย กลายเป็นคำถามคาใจของหลายคน แต่เรื่องของเธอกลายเป็นแบบอย่างอย่างไม่ตั้งใจให้เด็กอีกหลายคนพยายามฆ่าตัวตายเช่นกัน และต่อมาโรงเรียนของเมืองพอลพลาร์โกรฟกลายเป็นโรงเรียนที่มีสถติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในอเมริกา เราเก็บประเด็นนี้ไว้ก่อน
เดมอน เซนตาลา อาจารย์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ทดสอบทฤษฎีเลขสามมหัศจรรย์ เขานำคนมาร่วมกันเพื่อหาจุดพลิกผันของมวลวิกฤต (Critical Mass) คือจำนวนคนในสัดส่วนเท่าไร เซนตาลาสร้างเกมออนไลน์ขึ้นมา แล้วให้นักศึกษาจับคู่ ดูรูปคน ลองตั้งชื่อดู ตั้งชื่ออะไรก็ได้ จากนั้นเปลี่ยนคู่ ดูรูป ตั้งชื่อ ชื่ออกมาเป็นชื่อเดียวกัน "เจฟฟ์" ต่อมาเซนตาลาเติมคนเห็นต่างเข้าไปที่จะเสนอชื่อ "เปโดร" จากนั้นค่อย ๆ เติมคนเข้าไปเพื่อดูว่าเมจุดไหนคนกลุ่มใหม่จะมีอิทธิพลเหนือกลุ่มเดิม จนกระทั่งเติมไปถึงจุด 25% หรือ 1 ใน 4 ชื่อ "เปโดร" กลับพลิกผันกลายเป็นชื่อที่มีอิทธิพลถึง 90% ของทั้งกลุ่มเลย ข้อสรุปนี้คือ ความเห็นของทั้งกลุ่มจะถูกกระทบอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งเปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่งได้หากมีคนเห็นต่าง 25% หรือ 1 ใน 4 ของความเห็นต่างจะสะเทือนความเห็นเดิมถึง 90% โอเคแม้ไม่เป็นไปตามเลขสามมหัศจรรย์ แต่ก็เจอเลขสี่มหัศจรรย์เข้าแล้วสิ
มีอะไรมึน ๆ ในหนังสือเล่มนี้อีกเยอะครับ อ่านไปหลับไป แต่อยู่ดี ๆ ก็เก็ตประเด็นซะอย่างนั้น อาจจะเป็นวิธีการนำเสนอของมัลคอล์ม แกลดเวลล์ก็ได้ เอาว่าอ่านจบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่พอเข้าใจเพราะผมน่าจะมีพื้นฐานจากหนังสือเล่มแรก The Tipping Point ซึ่งแนะนำให้อ่านก่อนจะอ่านเล่มนี้ครับ
"Revenge of the Tipping Point วิชาสร้างการลุกลาม" เขียนโดยมัลคอล์ม แกลดเวลล์ (Malcolm Gladwell) หนังสือใหม่ปี 2026 (ต้นฉบับปี 2024) ความหนา 379 หน้า ระดับความยาก: ปานกลางถึงยาก เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจงานด้านสังคมศาสตร์ ไม่เหมาะสำหรับนักอ่านระดับเริ่มต้น หนังสือเล่มนี้ผมให้คะแนน 7/10 ครับ
แกลดเวลล์, มัลคอล์ม. (2569). Revenge of the Tipping Point วิชาสร้างการลุกลาม. กรุงเทพฯ : วีเลิร์น.
#BookReview #RevengeoftheTippingPoint #กนกอ่าน #KanokLeelahakriengkrai

ความคิดเห็น