ตำนานการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเหตุผลในการรักษาสืบสานคุณค่าบางอย่างจากอดีตจนมาถึงปัจจุบันย่อมมีเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจแก่เราได้อยู่เสมอ และคริสตจักรที่ 1 สำเหร่เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตที่ชุมชนหนึ่งตั้งใจรักษาไว้อย่างทะนุถนอมจนมาถึงปัจจุบัน
ปี ค.ศ. 1828 โปรเตสแตนต์เข้ามาในเมืองไทยซึ่งตรงกับในสมัย ร.3 โดย นพ.คาร์ล กุสลาฟ และ ศจ.จาคอบ ทอมลิน ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นมิชชันนารีคู่แรกที่ตั้งใจเข้ามาทำพันธกิจที่สยาม ท่านได้ทำงานอย่างหนักประสานร่วมกับมิชชันนารีมากมายหลายกลุ่มในเครือข่ายโปรเตสแตนต์ แต่โดยข้อจำกัดในการทำงาน คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน ยังสามารถยืนหยัดทำงานพันธกิจอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องในยุคบุกเบิกตั้งแต่ ค.ศ. 1840 จนถึงปัจจุบัน
กว่าจะเป็นคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ มีการก่อตัวย้ายไปมาหลายครั้ง นี่เป็นสภาพจริงของการเริ่มต้นที่ชุมชนของพระเจ้ามีความสำคัญกว่าตัวอาคารคริสตจักรเสมอ ในยุคเริ่มต้น คริสตจักรเป็นชุมชนนมัสการร่วมกันโดยมี ศจ.นพ. สตีเฟน แมตตูน (Rev. Stephen Mattoon) หรือหมอมะตูม เป็นศิษยาภิบาล คริสตจักรเริ่มที่กรุงเทพฯ ในปี ค.ศ. 1849 ที่หลังวัดอรุณฯ และได้ต้อนรับซินแสกีเอง ก๊วยเซียน เป็นสมาชิกคนแรก ความจริงซินแสกีเอง ก๊วยเซียน ถือเป็นคริสเตียนในภูมิภาคสยามคนแรกเท่าที่มีการบันทึก แต่ท่านเป็นคนจีนอาศัยที่ราชบุรี ท่านเป็นหมอ เป็นครู เป็นคนมีความรู้จึงมีส่วนเข้ามาประสานกับมิชชันนารีจนต่อมากลายเป็นโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสคูล และกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในเวลาต่อมา
ปี.ค.ศ. 1857 คริสตจักรได้ย้ายมายังสำเหร่ และปี ค.ศ. 1859 คนไทยคนแรกชื่อนายชื่น ก็มารับเชื่อ เป็นความพยายามกว่า 12 ปี แห่งการรอคอย และ ค.ศ. 1860 พระวิหารหลังแรกถูกสร้างขึ้นที่นี่ สำเหร่จึงกลายเป็นศูนย์กลางพันธกิจ มีทั้งคริสตจักร บ้านพักมิชชันนารี โรงเรียน โรงพิมพ์ โกดังเก็บของ ศูนย์ฝึกอบรมมิชชันนารีที่เพิ่งเข้ามาในประเทศไทย
ช่วงปี ค.ศ. 1896-1927 คริสตจักรได้ ศบ.ศจ. ย่วญ เตียงหยก คนท้องถิ่นเป็นศิษยาภิบาลคนแรก และปี ค.ศ. 1910 วิหารหลังใหม่ถูกสร้าง ต่อด้วยหอนาฬิกาที่สวยสง่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา
คริสตจักรต้องเผชิญเรื่องท้าทายมาโดยตลอดทั้งการทำพันธกิจ การสร้างคนรุ่นใหม่ตั้งแต่รวีวารศึกษา อนุชน คนทำงาน คณะบุรุษ คณะสตรี การตั้งคณะธรรมกิจ คณะมัคนายก การสูญเสียผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีความสำคัญ การเผชิญต่อยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 การกลับไปของมิชชันนารีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การฟื้นฟูและรื้อฟื้นสลับสับเปลี่ยนตลอดช่วงเวลาอันยาวนาน การพยายามรักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมคืออาคารพระวิหาร ซึ่งถูกน้ำเซาะเข้ามาเรื่อย ๆ จนทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจทำกิจกรรมมากมายเพื่อระดมเงินถวายเพื่อแก้ไขปัญหา จนภาครัฐเข้ามาเสริมแรง ทำให้ตลิ่งมั่นคง มีการยกอาคารให้สูงพ้นน้ำท่วม สูงถึง 2.6 เมตรจากระดับเดิม ปรับปรุงจนได้รางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานมากมาย
การประกาศข่าวประเสริฐ การสร้างสาวก การหล่อเลี้ยงชีวิตพี่น้องให้เติบโตด้วยพระคำ และการหนุนใจให้รับใช้ ยังคงเป็นแก่นแท้และหัวใจของพันธกิจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด หัวใจของชุมชนนี้ได้หลอมรวมเข้ากับประวัติศาสตร์โปรเตสแตนต์และมรดกทางจิตวิญญาณของคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ จนกลายเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่อาจแยกออกจากกัน เป็นทั้งรากฐานและพลังที่ขับเคลื่อนคริสตจักรให้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและงดงามมาโดยตลอด
"ยังคงมีเรื่องราวอันทรงคุณค่าอีกมากที่รอคอยให้ทุกท่านเข้ามาอ่าน"
ผมต้องขอขอบพระคุณ ผป. ชีวิน มังกรพันธุ์ ที่กรุณามอบหนังสือเล่มนี้ให้ครับ
"คริสตจักรที่ 1 สำเหร่ 175 ปีแห่งพระคุณ" เขียนและรวบรวมโดย คณะกรรมการจัดทำหนังสือคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ 175 ปีแห่งพระคุณ พิมพ์ในปี 2026 ความหนา 384 หน้า ระดับความยาก: ปานกลาง เหมาะสำหรับคริสเตียนและบุคคลทั่วไปที่สนใจประวัติศาสตร์คริสตจักรในมุมของสังคมและผู้คน หนังสือเล่มนี้ผมให้คะแนน 10/10
#BookReview #คริสตจักรที่1สำเหร่175ปีแห่งพระคุณ #กนกอ่าน #KanokLeelahakriengkrai

ความคิดเห็น