กรุงศรีอยุธยาปลอดศึกนอกมาเป็นร้อยปี หลัง ๆ มีแต่ศึกในเล็ก ๆ น้อย ๆ แย่งชิงบัลลังก์กันไปมา จนกระทั่งผู้รุกรานภายนอกที่พร้อมมากคือพม่าราชวงศ์ใหม่ ราชวงศ์อลองพญา หรือคองบอง (Konbaung Dynasty)
ราชวงศ์นี้ถือกำเนิดจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ "มุกโซโบ" (Moksobo) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพม่า เมื่อราชวงศ์ตองอูเสื่อมอำนาจ ชาวมอญทางตอนใต้ถือโอกาสก่อกบฏ ยกทัพขึ้นไปตีและเผาเมืองอังวะจนพินาศ อองเจยะ (ไทยเรียกอลองพญา) ไม่ยอมก้มหัวให้ รวบรวมสมัครพรรคพวกในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของตัวเองสู้ยิบตา ปรากฏว่าสามารถรบชนะกองทัพมอญได้ อองเจยะจึงสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าอลองพญา และเริ่มทำสงครามรวบรวมแผ่นดินพม่าให้กลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง
"เป้าหมายต่อไปของนักรบดุดันผู้นี้คือเมืองท่าอยุธยา..."
พระเจ้าอลองพญายกทัพใหญ่มายังอยุธยา ล้อมอยุธยาไว้เรียบร้อย แต่ยุทธศาสตร์อยุธยาคือใช้ภูมิสงคราม รอฤดูน้ำหลากมา จนน้ำท่วมทัพอลองพญาจนหมด พม่าระหว่างล้อมเมืองก็ระดมยิ่งปืนใหญ่ แต่ครั้งหนึ่งปืนแตกใส่พระเจ้าอลองพญา ทำให้พระองค์ได้รับบาดเจ็บสาหัส และสวรรคตระหว่างถอยทัพ ตอนนั้นอยุธยารอดไปแต่เนเมียวสีหบดีทหารเสือพระเจ้าอลองพญาได้รับรู้ยุทธศาสตร์นี้ของอยุธยาเข้าแล้ว
พระเจ้ามังระ (Hsinbyushin) กษัตริย์ลำดับที่ 3 ของราชวงศ์คองบอง ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอลองพญารับหน้าที่ตีกรุงศรีอยุธยาต่าจากพระเจ้าอลองพญา คราวนี้มีการเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่โดยพระองค์บัญชาการอยู่ที่ย่างกุ้ง และส่งแม่ทัพคู่ใจอย่าง เนเมียวสีหบดี และมังมหานรธา มาทำศึกโดยใช้วิธีโอบล้อมและ Shutdown จริงจัง
ครั้งนี้ทัพเหนือนำโดยเนเมียวสีหบดี และทัพใต้นำโดยมังมหานรธากวาดต้อนหัวเมืองรายทางตัดกำลังบำรุงของอยุธยาจนหมดสิ้น ระหว่างทางมังมหานรธาป่วยเสียชีวิต แต่ยุทธศาสตร์ตีกรุงศรีฯ ไม่จบ กลับยิ่งมั่นคงเพราะทั้ง 2 ทัพใหญ่มาขึ้นตรงกับเนเมียวสีหบดีคนเดียว และทัพเล็ก ๆ มีมากถึง 71 ทัพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่ยอมสวามิภักดิ์
อยุธยายังใช้ยุทธศาสตร์เดิม ๆ คือรอน้ำหลาก แต่ครั้งนี้พม่าเตรียมตัวดีมาก น้ำหลากก็ขึ้นไปบริเวณที่ดอนที่สำรวจไว้ก่อนแล้ว การระดมตีอยุธยาจึงทำต่อเนื่องได้ถึง 2 ปี
อยุธยานำโดยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศก็ต้านศึกไว้ได้อย่างมั่นคง มีการจัดการป้อมค่ายรับศึกรอบกรุงศรีฯ แต่ก็ต้องแตกไปหมด เช่น ค่ายบางระจัน ค่ายวิลาศโปรตุเกส เป็นต้น แต่พม่าเอาจริงถึงกับประกาศว่าจะ 10 ปี ก็ต้องตีให้แตกให้ได้ ก็ต้องถือว่าพระเจ้าเอกทัศก็ทรงพระปรีชาพอสมควสวรเพราะสามารถต้านศึกที่ดุดันไว้ได้นานขนาดนั้น
การปิดล้อมยาวนานเกือบ 2 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2308 จนถึงต้นปี พ.ศ. 2310 เสบียงอาหารที่กักตุนไว้เริ่มหมดเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ทหารและประชาชนเสียขวัญกำลังใจ มีการหนีทัพ เกิดโรคระบาด ทัพที่แต่งออกไปสู้นอกค่ายก็แพ้เสียเป็นส่วนใหญ่
วันเสาร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 2 ยามเศษ (วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2310) พระยาตากได้รวบรวมทหารไทยและจีนประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกไปทางค่ายวัดพิชัย มุ่งหน้าไปทางตะวันออก จากเหตุการณ์นี้สมมติฐานได้ว่าพระยาตากตีฝ่าเพื่อไปขอกำลังเสริมที่จันทบุรีแต่สุดท้ายก็ไม่ได้กลับมาเพราะวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 (วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310) หลังจากนั้นเพียง 3 เดือน กรุงศรีอยุธยาแตก
ความรุนแรงของสงครามสามารถอธิบายได้ดังนี้
1. กระสุนปืนใหญ่ถูกยิงเป็นแสนลูกตลอดวันตลอดคืน
2. มีการขุดอุโมงค์สุมไฟเผารากกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (บริเวณหัวรอ) ยาวถึง 4 กิโลเมตร จนกำแพงทรุดตัว ทหารพม่าจึงบุกกรูเข้าไปในเมืองเหมือนเขื่อนแตก
3. ทหารพม่าเผาบ้านเรือนเป็นหมื่นหลัง ลอกทองจากพระพุทธรูปองค์ใหญ่หลายองค์ ปล้นพระราชวัง ปล้นวัด จับผู้คนเค้นให้บอกที่ซ่อนสมบัติ ปล้นได้สมบัติมากมาย มีการฆ่าข่มขืนผู้หญิง โดยเฉพาะหากเป็นลูกของคหบดีจะข่มขืนต่อหน้าพ่อเพื่อให้บอกที่ซ่อนสมบัติจากนั้นก็ฆ่ายกครัว
4. พงศาวดารพม่า (มหาราชวงศ์) บันทึกไว้ว่าสามารถกวาดต้อนเชลยศึกสงครามครั้งนี้กลับไปยังกรุงอังวะได้ประมาณ 30,000 คน จดหมายเหตุวันวลิตและบันทึกบาทหลวงฝรั่งเศสประเมินว่าประชาชน ขุนนาง เชื้อพระวงศ์ และช่างฝีมือ ถูกกวาดต้อนไปเดินเท้าข้ามด่านเจดีย์สามองค์และด่านแม่ละเมา รวม ๆ แล้วอาจสูงถึง 90,000-100,000 คน ซึ่งจำนวนมากล้มตายระหว่างทางเดินเท้าเนื่องจากความอดอยากและโรคระบาด
5. ศึกครั้งนี้ มีคนไทยตายไปประมาณ 10% ของประชากรทั้งหมดในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ถือว่าเป็นสงครามที่โหดร้ายมาก
6. พระเจ้าเอกทัศสิ้นพระชนม์หลังจากหนีออกจากเมือง 10 วัน ด้วยความอดอยากขาดอาหาร
หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนำทัพกลับมาตีค่ายโพธิ์สามต้นของพม่าสำเร็จและกู้เอกราชคืนมาได้ (หลังกรุงแตกประมาณ 7 เดือน) สิ่งแรก ๆ ที่พระองค์ทรงทำคือการจัดการเกี่ยวกับพระบรมศพของพระเจ้าเอกทัศอย่างสมพระเกียรติ พื้นที่ทำพิธีและฝังร่างดั้งเดิมคือบริเวณวัดพระมงคลบพิตร แต่ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่าพระบรมอัฐิส่วนสุดท้ายถูกเก็บรักษาไว้ที่จุดใดในอยุธยา
เรื่องที่เป็นไปไม่ได้แต่มักเป็นเรื่องเล่าสนุก ๆ
1. การยิงปืนใหญ่ต่อต้านพม่าต้องขออนุญาตก่อน เพราะนางสนมทั้งหลายจะตกใจร้องวิ๊ดว้าย
เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เพราะขณะนั้นมีการยิงปืนใหญ่จากพม่ามาอย่างต่อเนื่องซึ่งเสียงดังกึกก้องอยู่แล้ว
2. คนหนีไปค่ายบางระจันและสู้จนตัวตายโดยราชสำนักไม่เหลียวแล
เรื่องนี้ก็ไม่จริง เพราะค่ายบางระจันถูกจัดตั้งโดยทางการตั้งแต่ต้น
3. พระเจ้าเอกทัศเป็นคนเหลวไหล
เรื่องนี้ต้องดูว่าทำไมพระองค์ตั้งรับศึกได้ถึง 2 ปี ถ้าเหลวไหลคงเตรียมเสบียงกรังเผื่อไว้นานขนาดนั้นไม่ได้
"Shutdown กรุงศรี" เขียนโดย ปรามินทร์ เครือทอง พิมพ์ในปี 2558 ความหนา 152 หน้า ระดับความยาก: ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่รักในประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานมากมายจากฝั่งไทย พม่า และบุคคลที่สามที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่มนี้ผมให้ 10/10 ครับ

ความคิดเห็น