"การเจิม" เป็นคำที่คริสเตียนไทยส่วนหนึ่งพูดจนติดปาก ซึ่งอาจไม่ได้คิดอะไร หรือตั้งใจสะท้อนศาสนศาสตร์ของผู้พูดเองก็ตาม
เราอาจจะเคยได้ยินจากโปรเตสแตนต์กลุ่มเพ็นเทคอสต์และคาริสเมติกว่า ขอพระเจ้าเจิมผู้เทศนา เจิมผู้นำนมัสการ เจิมระบบเสียง เจิมที่ประชุม เจิมปากของเราให้กล่าวถ้อยคำที่เป็นคุณ เจิมเก้าอี้ทุกตัวให้เต็ม เจิมไมค์ เจิมบรรยากาศการประชุม ฯลฯ
Gordon D. Fee อธิบายในหนังสือ God's Empowering Presence อธิบายอย่างละเอียดว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็น "บุคคล" ไม่ใช่ "พลังงาน" (Force หรือ Energy) ที่มนุษย์จะสามารถควบคุมกะเกณฑ์ หรือถ่ายทอดให้กันและกันได้ตามใจชอบ
โปรเตสแตนต์กระแสหลัก คิดต่างจากโปรเตสแตนต์กลุ่มเพ็นเทคอสต์และคาริสเมติกในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามความเข้าใจตามหลักพระคัมภีร์ซึ่งควรตีความแบบ Hermeneutics แบบ Exegesis หรืออธิบายตามบริบทพระคัมภีร์ สำคัญมากกว่าการพยายามพิสูจน์ความเชื่อว่าสายใครถูกกว่าใคร
พระเยซูทรงเป็นผู้รับการเจิมสูงสุดในฐานะพระคริสต์
ลูกา 4:18 พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาประกาศอิสรภาพแก่พวกเชลย ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ
สิ่งที่เราเห็นจากพระธรรมตอนนี้
1. พระเยซูทรงเป็นผู้รับการเจิมตั้ง
- คำว่า พระคริสต์ (Christos) และเมสสิยาห์ (Messiah) แปลว่า ผู้ได้รับการเจิม
2. การเจิมมีเพื่อยืนยันสถานะและหน้าที่
- สถานะของพระเยซูคือผู้ได้รับการเจิมจากพระวิญญาณ
- เพื่อทำหน้าที่คือนำข่าวดีมา
- ข่าวดีเป็นเรื่องความรอดและการปลดปล่อย
บริบทตอนนี้ พระเยซูทรงอ่านพระธรรมอิสยาห์ในธรรมศาลา (อิสยาห์ 61:1–2) จากนั้นพระองค์สรุปว่า ที่อิสยาห์พูดถึงสำเร็จแล้วในวันนี้ คือพระองค์เองทรงเป็นพระเมสสิยาห์ผู้ได้รับการเจิมเพื่อปลดปล่อยและประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว
ลูกา 4:21 พระองค์จึงเริ่มต้นตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “พระคัมภีร์ตอนนี้ที่พวกท่านได้ยินกับหูก็สำเร็จแล้วในวันนี้”
บริบทการเขียนในศตวรรษที่ 1 โดยเฉพาะบริบทวัฒนธรรมยิว การเจิมคือการ "แยกตั้งไว้" (Consecration) เพื่อให้กษัตริย์หรือปุโรหิตทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ต่อพระเจ้า
นักวิชาการพระคัมภีร์กระแสหลักเห็นตรงกันว่า ในพระคัมภีร์ใหม่ การเจิมไม่ได้หมายถึงการเพิ่มพลังพิเศษ แต่หมายถึง "สถานะที่ถูกแยกตั้งไว้ให้เป็นของพระเจ้า" ซึ่งสอดคล้องกับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ (ผู้ที่ถูกเจิม) และคริสเตียนทุกคนได้เข้าร่วมในสถานะนี้แล้วผ่านทางพระเยซู
1 ยอห์น 2:20 แต่พวกท่านได้รับการชโลม (anoint) จากพระองค์ผู้บริสุทธิ์แล้ว และท่านทุกคนก็มีความรู้
การเจิมเป็นสถานะและหน้าที่ที่มีในพระเยซูคริสต์ เมื่อเราอยู่ในพระองค์ เราจึงมีการเจิมภายใต้พระคริสต์
John Stott อธิบายเพิ่มเติมในหนังสือ The Letters of John (Tyndale New Testament Commentaries, 2009) โดยอธิบายว่า "การเจิม" ที่ผู้เชื่อได้รับนั้น หมายถึงองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์เอง ซึ่งคริสเตียนแท้ทุกคนได้รับแล้วอย่างเท่าเทียมกัน
อย่าตีความแบบ Eisegesis คือการเอาความคิดของตัวเองเข้าไปในตัวพระคัมภีร์ แทนที่จะปล่อยให้ตัวบทสื่อสารความหมายดั้งเดิมของมันออกมา
บางทีปัญหานี้เกิดกับคนที่มีวัฒนธรรมเจิมแบบศาสนาเอเซีย ต้องเอาอะไรไปแต้มไปเจิมเพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ใช้คำว่าเจิมกับอะไรก็ได้ที่อยากให้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่แยกไว้เพื่อพระเจ้า และอาจโยงไปยังพระคัมภีร์เดิมที่มีการเจิมอุปกรณ์ในพลับพลาหรือพระวิหาร ซึ่งเราต้องตระหนักว่าวัตถุประสงค์ของพระวิหารสำเร็จแล้วโดยการไถ่บาปของพระเยซูผู้เป็นดั่งแกะตัวสุดท้าย การเจิมในบริบทนั้นจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป เหมือนเราไม่ต้องไปถวายเครื่องบูชาแบบสัตวบูชาแล้วในยุคนี้
ฮีบรู 10:8-10 เมื่อพระองค์ตรัสในตอนแรกว่า “เครื่องสัตวบูชาและเครื่องบูชาอื่นๆ และเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาลบบาป (ที่ได้ถวายตามธรรมบัญญัตินั้น) พระองค์ไม่ทรงประสงค์และไม่พอพระทัย” แล้ว พระองค์ท่านก็ตรัสด้วยว่า “ข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทำตามพระทัยของพระองค์” พระองค์ท่านทรงยกเลิกระบบเดิมนั้นเสียเพื่อจะทรงตั้งระบบใหม่ และโดยพระประสงค์นั้นเอง เราจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์ครั้งเดียวเป็นพอ
เราควร "ปรับความคุ้นเคยให้สอดคล้องกับความจริง มากกว่าไปตั้งคำถามกับความจริงเพื่อให้สอดคล้องกับความคุ้นเคย"
ขอพระเจ้าเสริมกำลังครับ
Stott, John R.W. (2009). The Letters of John: An Introduction and Commentary (Volume 19). IL: IVP Academic.

ความคิดเห็น