วิธีสังเกตคำสอนพระกิตติคุณแห่งความเจริญรุ่งเรือง (Prosperity Gospel) แบบง่ายๆ

สไตล์คำเทศนาหรือคำสอนแบบพระกิตติคุณแห่งความเจริญรุ่งเรือง (Prosperity Gospel) มักมีลักษณะเฉพาะที่เน้นความมั่งคั่ง ความสำเร็จ และสุขภาพดีกลุ่มความเชื่อแบบนี้เป็นการแทรกซึมอยู่ในคำสอนหลักที่ตั้งใจเน้นเรื่องที่น่าฟังมากกว่าเรื่องที่พระคัมภีร์สอนจริง ๆ อย่างครบถ้วน

ความเชื่อของนักเทศน์หรือผู้สอนจากกลุ่มนี้พอจะสังเกตบางอย่างในทิศทางเดียวกัน เพราะจะเน้นผลลัพธ์ของความเชื่อและการประกาศพระวจนะ โดยใช้ถ้อยคำที่กระตุ้นกำลังใจและสร้างความหวัง เช่น

1. เน้นการประกาศเชิงบวก ใช้คำว่า คุณจะได้รับ, พระเจ้าจะเปิดทาง, ความมั่งคั่งกำลังมา

2. เชื่อมโยงความเชื่อกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น ความเชื่อ = ความสำเร็จ, การถวาย = การรับพร

3. มีจังหวะและการย้ำซ้ำ เพื่อให้ผู้ฟังจำได้และรู้สึกมั่นใจ

4. ตัวอย่างประโยคเทศนาและคำสอนสไตล์นี้

“เมื่อคุณเชื่อ พระเจ้าจะเปิดประตูแห่งโอกาสที่ไม่มีใครปิดได้”

“การหว่านด้วยใจกว้าง จะนำการเก็บเกี่ยวที่เกินกว่าที่คุณคาดคิด”

“คุณไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความขาดแคลน แต่เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในทุกด้านของชีวิต”

“วันนี้คือวันที่พระพรจะไหลเข้าสู่ครอบครัวและธุรกิจของคุณ”

“อย่ามองที่ความยากลำบาก แต่จงมองที่พระสัญญา... ชัยชนะเป็นของคุณแล้ว”

ฟังดูดีนะครับ แต่การเน้นผลลัพธ์ความรุุ่งเรืองที่เห็นได้หรือและสุขภาพที่ดีมากเกินไป จะเสี่ยงต่อการบิดเบือนแก่นแท้ของพระกิตติคุณ และอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของความเชื่อคริสเตียนได้

สิ่งที่คริสเตียนควรระมัดระวังในคำสอนประเภทพระกิตติคุณแห่งความเจริญรุ่งเรือง

1. ไม่ควรหลีกเลี่ยงเรื่องบาปและการพิพากษา

การเลี่ยงไม่พูดประเด็นที่พระคัมภีร์เขียนคือการไถ่บาป เพราะมีบาปให้ไถ่ เรื่องนี้อาจจะฟังแล้วระคายหูแต่ก็เป็นพระกิตติคุณจริง ๆ เพราะหากไม่มีบาปไม่มีการพิพากษา พระเยซูคงไม่ต้องลงมาช่วยกู้เรา

โรม 3:23-24 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ทำ​บาป และ​เสื่อม​จาก​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้าแต่​พระ​เจ้า​ทรง​มี​พระ​คุณ​ให้​เขา​เป็น​ผู้​ชอบ​ธรรม​โดย​ไม่​คิด​มูล​ค่า โดย​ที่​พระ​เยซู​คริสต์​ทรง​ไถ่​เขา​ให้​พ้น​บาป​แล้ว

2. ไม่ควรละเลยความทุกข์และความจริงของชีวิต

เพราะชีวิตมีทุกข์จริง สุขจริง สาเหตุก็ต้องแก้ไขทั้งพึ่งพาพระเจ้าในการแก้ไขสาเหตุนั้น ๆ ไม่ใช่โลกสีชมพูจนเจ็บเป็นเรื่องลวง หรือเชื่อแล้วจะดีขึ้นทุกเรื่อง

1 โครินธ์ 11:27-30 ฉะนั้น​ถ้า​ใคร​กิน​ขนม​ปัง หรือ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​อย่าง​ไม่​เหมาะ​สม เขา​ก็​ทำ​ผิด​ต่อ​พระ​กาย​และ​พระ​โลหิต​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ทุก​คน​จง​สำ​รวจ​ตัว​เอง แล้ว​จึง​กิน​ขนม​ปัง​และ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​นี้ เพราะ​ว่า​คน​ที่​กิน​และ​ดื่ม​โดย​ไม่​ได้​ตระ​หนัก​ถึง​พระ​กาย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ก็​กิน​และ​ดื่ม​เป็น​เหตุ​ให้​ตน​เอง​ถูก​ลง​โทษ เพราะ​เหตุ​นี้​พวก​ท่าน​หลาย​คน​จึง​อ่อนแอ​และ​เจ็บ​ป่วย และ​บ้าง​ก็​ล่วง​หลับ​ไป

3. ความสมดุลทางพระคัมภีร์ในเรื่องต่าง ๆ ต้องมี

เรื่องนี้ไม่มีใครยอมรับ แต่หากฟังคำเทศน์ไประยะหนึ่งพูดเรื่องประมาณนี้วนไปเรื่อย ๆ ฟังแล้วรู้สึกดี แต่ไม่รู้ต้องเปลี่ยนอะไร นั่นหล่ะครับ ขาดสมดุลแล้ว

โรม 12:2 อย่า​ลอก​เลียน​แบบ​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้ แต่​จง​รับ​การ​เปลี่ยน​แปลง​จิต​ใจ แล้ว​อุป​นิสัย​ของ​ท่าน​จึง​จะ​เปลี่ยน​ใหม่ เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ทราบ​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​เจ้า จะ​ได้​รู้​ว่า​อะไร​ดี อะไร​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย และ​อะไร​ดี​ยอด​เยี่ยม

4. ผลกระทบต่อจิตวิญญาณอาจเกิดขึ้นในระยะยาว

หมายถึงหากอธิษฐานขอแล้วพระเจ้าตอบก็ดีไป แต่หากขอแล้วพระเจ้าไม่ตอบ ความสงสัยมากมายจะมาหากมีศาสนศาสตร์ลักษณะนี้อยู่

เอเฟซัส 5:9-10 เพราะ​ว่า​ผล​ของ​ความ​สว่าง​คือ​ทุก​อย่าง​ที่​เป็น​ความ​ดี ความ​ชอบ​ธรรม และ​ความ​จริง จง​ค้น​ดู​ว่า​อะไร​เป็น​สิ่ง​ที่​พอ​พระทัย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า

เราสามารถใช้ถ้อยคำเชิงบวกได้แต่ต้องไม่ปิดบังความจริงของชีวิต อาจจะสร้างแรงบันดาลใจ ควบคู่กับการสอนเชิงลึก และเราต้องเข้าใจว่าพระพรไม่ใช่เรื่องที่เราคาดหวังไม่ได้ แต่ย่อมพระพรไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย ชีวิตที่ซื่อสัตย์ รักพระเจ้า มุ่งมั่น แม้บางครั้งต้องทนทุกข์เพื่อพระมหาบัญชาและพระมหาบัญญัติต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ

ความคิดเห็น

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า
ขอบคุณพระเจ้า สำหรับบทความดีๆครับ ทำให้เราต้องกลับมาสำรวจทุกๆครั้งที่เราเทศนา หรือฟังเทศนาในทุกๆครั้ง ว่า ข่าวประเสริฐนั้นครบถ้วนหรือไม่อย่างไร ครบเครื่องอย่างไร ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่งจนขาด อีกทาง ทางนั้นคือความจริงจากพระคัมภีร์ที่ครบถ้วน