ไม่นานมานี้ มีกระแสความคิดจากคริสเตียนไทยบางกลุ่มที่พยายามเชื่อมโยงว่า “การที่สังคมไทยวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวหรือชาวอิสราเอลบางคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ทำให้พระเจ้าลงโทษประเทศไทยด้วยภัยธรรมชาติน้ำท่วม”
การนำภัยพิบัติมาผูกโยงเข้ากับการกระทำเฉพาะบุคคลเพื่อสร้างความกลัว (Theology of Fear) เช่นนี้ เป็นทัศนะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะบิดเบือนหลักข้อเชื่อ ขาดความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ประสบภัยแล้ว ยังทำลายความน่าเชื่อถือของข่าวประเสริฐในสายตาสังคม คริสเตียนที่มีวิจารณญาณพึงพิจารณาประเด็นนี้ผ่านหลักการพระคัมภีร์และความจริงอย่างน้อย 4 ด้าน
1. ฤดูกาลตามธรรมชาติและคำสอนของพระเยซูเรื่องอุบัติภัย
1.1 ความเป็นจริงของธรรมชาติ
ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ ฤดูมรสุม และน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างกรุงเทพฯ เป็นเรื่องของระบบธรรมชาติที่พระเจ้าทรงจัดวางไว้ตามวงรอบฤดูกาล (ปฐมกาล 8:22) ผนวกกับธรณีสัณฐาน ผังเมือง และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
1.2 พระเยซูทรงปฏิเสธการด่วนตัดสินบาปจากภัยพิบัติ
พระเยซูคริสต์ทรงเตือนสติสาวกไว้อย่างชัดเจนในลูกา 13:4–5 เมื่อเกิดเหตุหอคอยสิโลอัมพังทับคนตาย 18 คน พระองค์ตรัสถามว่า “พวกเขาทำผิดบาปมากกว่าคนทั้งปวงในเยรูซาเล็มหรือ? เราบอกท่านว่าไม่ใช่” พระองค์ทรงปฏิเสธตรรกะที่เหมารวมว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติ แปลว่าคนกลุ่มนั้นทำบาปเฉพาะเรื่องจนถูกพระเจ้าสาปแช่งในทันทีทันใด
2. ลำดับประวัติศาสตร์ความรอด สะท้อนว่าพระเจ้าไม่ทรงมีมาตรฐานสองมาตรฐาน
ประวัติศาสตร์พันธสัญญาเดิมยืนยันอย่างชัดเจนว่า การเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกไม่ได้เป็น “เกราะคุ้มกันบาป” เมื่อชนชาติอิสราเอลและยูดาห์ดื้อดึง ละเมิดธรรมบัญญัติ และละเลยความยุติธรรม พระเจ้าก็ทรงตีสอนพวกเขาอย่างเข้มงวด ทั้งด้วยความแห้งแล้ง และทรงใช้แม้กระทั่งกษัตริย์ต่างชาติอย่างเนบูคัดเนสซาร์มาเป็นเครื่องมือในการตีสอน (เลวีนิติ 26:14–17; เยเรมีย์ 25:9; เอเสเคียล 26:7)
เราพึงตระหนักว่าความยุติธรรมของพระเจ้าไม่มีความลำเอียง พระลักษณะพื้นฐานของพระเจ้าคือความยุติธรรมและความชอบธรรม (สดุดี 89:14) และในพันธสัญญาใหม่ยืนยันว่า “พระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่หน้าผู้ใดเลย” (โรม 2:11) คนยิวที่ประพฤติชั่วก็ต้องรับผลแห่งการกระทำทางกฎหมายและศีลธรรมเช่นเดียวกับคนต่างชาติ
3. ปฐมกาล 12:3 ในมิติของพันธสัญญาใหม่
พระดำรัสของพระเจ้าต่ออับราฮัมในปฐมกาล 12:3 ที่ว่า “เราจะอวยพรคนที่อวยพรเจ้า และคนที่แช่งสาปเจ้าเราจะสาปแช่ง ประชาชาติทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า” จำเป็นต้องอ่านผ่านการเปิดเผยที่สมบูรณ์ในพระเยซูคริสต์
อาจารย์เปาโลระบุใน กาลาเทีย 3:16 ว่าพงศ์พันธุ์ที่นำพระพรมาสู่ชนชาติทั้งปวงคือพระเยซูคริสต์ และในกาลาเทีย 3:29 ย้ำว่า “ถ้าท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์แล้ว ท่านก็เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม คือเป็นทายาทตามพระสัญญา”
ฉะนั้นความหมายของการอวยพรและการแช่งสาปในมิติของพันธสัญญาใหม่
3.1 การอวยพร คือการยอมรับพระเมสสิยาห์ การร่วมอยู่ในพระคุณ และการนำพระพรแห่งความรอดไปสู่คนทุกเชื้อชาติ
3.2 การแช่งสาป คือการปฏิเสธพระคุณของพระคริสต์ การต่อต้านข่าวประเสริฐ และการตั้งตนเป็นศัตรูกับแผนการแห่งความรอดของพระเจ้า
อย่างไรก็ตาม แผนการของพระเจ้าต่อคนยิวยังคงอยู่ แม้เราจะเข้าใจว่าความรอดสมบูรณ์แล้วในพระคริสต์ แต่เราไม่ได้มองข้ามหรือดูหมิ่นชนชาติยิวตามสายเลือด พระเจ้ายังคงมีความรักมั่นคงและมีแผนการฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณสำหรับพวกเขาในอนาคต (โรม 11:1–2, 28–29) แต่ความรักของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติยิว ไม่ได้แปลว่าพระองค์ทรงรับรองหรือคุ้มครองพฤติกรรมบาปส่วนบุคคลของใครก็ตามที่กระทำผิด
4. เส้นแบ่งระหว่าง “การรักษาระเบียบสังคม” กับ “การเกลียดชังชาวยิว (Antisemitism)”
เราต้องแยกแยะให้ดี เพราะการวิจารณ์พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไม่ใช่การแช่งสาปใคร
เมื่อชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด รวมถึงชาวอิสราเอล เข้ามาพำนักในประเทศไทยแล้วมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เคารพวัฒนธรรม หรือละเมิดกฎหมาย การที่สังคมไทยตักเตือน ตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์ตามหลักความถูกต้อง ถือเป็นเรื่องของจริยธรรมสากลและระเบียบสังคม รัฐบาลและกฎหมายบ้านเมืองมีหน้าที่ลงโทษผู้กระทำผิดตามที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้ (โรม 13:1–4) การติเตียนการกระทำที่ผิด ไม่ถือว่าเป็นการแช่งสาปชนชาติของพระเจ้าแต่อย่างใด คริสเตียนหากทำอะไรไม่เหมาะสมก็ควรเปิดใจรับฟังคำเตือนสติเช่นกัน ไม่ว่าจากใครก็ตาม
คริสเตียนไม่เกลียดชังชาวยิวทางเชื้อชาติแบบเหมารวม (Antisemitism) ในทางกลับกัน เราอธิษฐานเผื่อสันติภาพของกรุงเยรูซาเล็ม (สดุดี 122:6) และอธิษฐานให้คนยิวได้รู้จักความรอดในพระเยซูคริสต์ (โรม 10:1) แต่การด่วนนำภัยพิบัติน้ำท่วมมาอ้างเป็นการลงทัณฑ์ของพระเจ้าเพียงเพราะคนในสังคมเรียกร้องความสงบเรียบร้อย เป็นการใช้พระคัมภีร์อย่างผิดบริบทและขาดปัญญา
ในฐานะคริสเตียน บทบาทของเราในยามวิกฤตไม่ใช่การชี้หน้ากล่าวโทษ เยาะเย้ย หรือสร้างความหวาดกลัว แต่คือการแสดงความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างในการรักษาสัจจะ ความชอบธรรม และสันติภาพในสังคมอย่างแท้จริง


ความคิดเห็น