คนยิวมีวัฒนธรรมปกติที่เรียกประชากรรวมกันโดยเป่าเขาสัตว์ หรือ shofar เป็นสัญญาณในวันรอชฮาชานา (Rosh Hashanah) วันขึ้นปีใหม่ของชาวยิวเพื่อปลุกใจให้กลับใจและเตือนให้ระลึกถึงพระเจ้า (เลวีนิติ 23:24) และวันยมคิปปูร์ (Yom Kippur) ซึ่งเป็นวันลบมลทินบาป เป็นวันแห่งการคืนดีและการชำระใจ (เลวีนิติ 16:29-30) นอกจากนั้นการเป่าเขาสัตว์จะใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น เช่น การเตือนสติ (โยเอล 2:1) การรบ (โยชูวา 6:4-5) การนมัสการ (สดุดี 47:5) เป็นต้น
![]() |
| Shofar ไม่ใช่วัตถุศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเครื่องมือสำหรับ mitzvah (การปฏิบัติในพระบัญญัติ) |
"แต่นั่นเป็นธรรมเนียมวัฒนธรรมของชาวยิว ไม่ใช่หลักสำคัญนิรันดร์ และเป็นเพียงเงาที่เล็งไปถึงเรื่องสำคัญกว่าคือความรอดที่มาทางพระเยซูคริสต์ ฉะนั้นเมื่อตัวจริงมาแล้ว เราก็มองมาที่ตัวจริงไม่ใช่เงา"
ฮีบรู 10:1 เพราะเหตุที่ธรรมบัญญัติเป็นเพียงเงาของสิ่งประเสริฐทั้งหลายที่จะมาในภายหลัง ไม่ใช่ตัวจริง จึงไม่สามารถทำให้ผู้ที่เข้าเฝ้าพระเจ้าพร้อมกับเครื่องบูชาที่พวกเขาถวายเหมือนเดิมทุกปีเสมอมานั้น ถึงความสมบูรณ์ได้
โคโลสี 2:17 สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของสิ่งที่มาในภายหลัง แต่ตัวจริงคือพระคริสต์
![]() |
| ปุโรหิต ฟาริสี สะดูสี ธรรมจารย์ในศาสนายูดาย มองพระเยซูเป็นศัตรู และพยายามหาทางประหารพระองค์ด้วยอำนาจของโรมัน |
เมื่อพระคริสต์คือการเติมเต็มพันธสัญญาเดิมแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องกลับไปสู่รากเหง้าประเพณีหรือพิธีกรรมยิวอีกต่อไป เพราะรากเหง้าที่แท้จริงคือพระเจ้าผู้ทรงช่วยกู้เราให้รอดจากความบาปโดยไม่ขึ้นอยู่กับชนชาติใด การระลึกถึงอิสราเอลในฐานะรากเหง้าของคริสตชน หมายถึงการตระหนักว่าความเชื่อคริสเตียนถือกำเนิดจากพันธสัญญาเดิมและประชากรอิสราเอล แต่ในเวลาเดียวกันก็ยอมรับว่า พระคริสต์คือการเติมเต็มรากนั้น มากกว่านั้นอิสราเอลที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ต่างหากควรกลับใจและกลับมาสู่รากเหง้าที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแต่ภูมิใจในพิธีกรรมตามธรรมบัญญัติ
เอเฟซัส 2:19-20 เพราะฉะนั้น พวกท่านจึงไม่ใช่คนนอกและคนต่างด้าวอีกต่อไป แต่เป็นพลเมืองเดียวกับบรรดาธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า ท่านทั้งหลายถูกก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานของบรรดาอัครทูตและบรรดาผู้เผยพระวจนะ มีพระเยซูคริสต์เป็นศิลาหัวมุม
โลกของเราใกล้กันมากขึ้นผ่านสื่อโซเชียล ความหลากหลายของทัศนะหรือการแสดงออกต่าง ๆ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความรู้ที่เราได้พบเห็น จำเป็นต้องตัดสินใจให้ดีและมีหลัก เพื่อเราจะนำมาใช้ ปรับเปลี่ยน หรือปฏิเสธอย่างมีเหตุมีผล
หลักคิดที่ผมเสนอหากพบรูปแบบที่แตกต่างกันทางวัฒนธรรมคริสตจักร โดยเฉพาะการประชุมนมัสการ
1. การแสดงออกนั้น ๆ เป็นวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มหรือมีความเป็นสากลคริสตจักรหรือไม่
ถ้าเฉพาะกลุ่มก็มองอย่างเข้าใจ แต่หากมีความเป็นสากลให้นำปรับเข้ามาใช้ โดยเฉพาะหากไม่เคยใช้ เช่น การนำดนตรีหรือแนวเพลงสมัยใหม่เข้ามาในคริสตจักร รูปแบบการเต้นบางสไตล์ การแต่งกายตามวัฒนธรรมในโอกาสพิเศษ เป็นต้น
2. การแสดงออกนั้น ๆ สะท้อนพระลักษณะพระเจ้าโดยยังเป็นระเบียบหรือไม่
การกระทำบางอย่างก็ไม่สะท้อนทัศนตามพระคัมภีร์ที่ถูกต้องหรือพระลักษณะพระเจ้า เช่น การสร้างความกลัว การแสดงอาการแปลก ๆ เช่น ร้องเสียงโหยหวน อาเจียน สั่น คลานเหมือนสัตว์หรืองู หัวเราะแบบคุมไม่ได้ ล้มทั้งยืน การกระทำเหล่านั้นนอกจากไม่สะท้อนหลักการของพระคัมภีร์ยังทำให้ที่ประชุมวุ่นวายโดยใช่เหตุ การนมัสการของคริสตศาสนาปกติก็แปลกตาสำหรับผู้ที่ยังไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่เป็นความแปลกตาที่อธิบายได้ด้วยพระคัมภีร์และยังคงรักษาความสงบเรียบร้อย มีเหตุมีผล
1 โครินธ์ 14:33 เพราะว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าแห่งความวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติ ดังที่เป็นอยู่ในคริสตจักรทุกแห่งของธรรมิกชน
3. การแสดงออกนั้น ๆ ถวายเกียรติพระเจ้าหรือไม่
หมายถึงการแสดงออกนั้น ๆ มีแนวโน้มที่สามารถเสริมสร้างคนให้จำเริญขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้ความรู้ และได้รับการหนุนใจหรือไม่อย่างไร
1 โครินธ์ 14:26 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลายจะว่าอย่างไรกัน เมื่อท่านประชุมกัน บางคนก็มีเพลงสดุดี บางคนก็มีคำสั่งสอน บางคนก็มีคำวิวรณ์ บางคนก็พูดภาษาแปลกๆ บางคนก็แปลข้อความ ท่านจงกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้เขาจำเริญขึ้น
4. การแสดงออกนั้น ๆ ได้ผ่านการพิสูจน์รับรองโดยผู้ที่มีความเข้าใจในฝ่ายวิญญาณหรือไม่
สำหรับคนทั่วไปต้องบอกว่าไม่จำเป็น จะแสดงออกอะไรก็ทำไป แต่หากจะกระทำในคริสตจักรของพระเจ้า ทุกการกระทำต้องอยู่ภายใต้หลักพระคัมภีร์และผ่านการพิสูจน์ตรวจสอบโดยผู้นำ และผู้ที่มีความเข้าใจในฝ่ายวิญญาณ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ไม่สื่อไปในเรื่องที่ขัดแย้งกับหลักข้อเชื่อคริสตจักรสากล
1 โครินธ์ 14:32 วิญญาณของพวกผู้เผยพระวจนะนั้น ย่อมอยู่ในบังคับพวกผู้เผยพระวจนะ
การแสดงออกในพระวิญญาณในตอนนี้พูดถึงการเผยพระวจนะ ที่ยังต้องยอมรับการพิสูจน์โดยพวกผู้เผยวจนะ คำว่า “พวก” หมายถึงต้องยอมรับการพิสูจน์ถ้อยคำจากผู้เผยพระวจนะหลายคน เช่นเดียวกัน การแสดงออกในพระวิญญาณใดใดต้องยอมรับการปกคลุม ยอมรับการชันสูตรจากผู้ที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหลายคน จนกระทั่งมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้มาจากพระเจ้าอย่างแน่นอน
ในกรณีเป่าเขาสัตว์ในการนมัสการในโบสถ์คริสต์โปรเตสแตนต์ จะไม่สะท้อนอะไรทั้งนั้นนอกจากการแสดงออกรูปแบบวัฒนธรรมยิว ซึ่งหากเป็นการศึกษาทางวัฒนธรรม บางครั้งบางคราว หรือเป็นการแสดงในโอกาสต่าง ๆ ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากยึดถือเป็นรูปแบบการนมัสการประจำ อันนั้นไม่ควรสนับสนุนครับ


ความคิดเห็น