หลอมรวม / ล่มสลาย ประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีของพระพุทธศาสนาในอินเดีย

การเสื่อมสลายของพุทธศาสนาในอินเดียมิได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์หรือเหตุปัจจัยเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการที่สะสมมาเป็นเวลายาวนานหลายศตวรรษก่อนที่จะค่อย ๆ แสดงตัวออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นอย่าง ๆ ปะปนกัน ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อมูลวิชาการในหลักโบราณคดี การขุดค้น หลักมานุษยวิทยา และประวัติศาสตร์ หลักฐานต่าง ๆ ทั้งหมดสามารถอ่านได้ในหนังสือ ผมเพียงสรุปคร่าว ๆ ในภาษาที่เข้าใจได้ง่ายเท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจจากหนังสือเล่มนี้

1. ศาสนาพุทธมีการบันทึกในลักษณะกล่าวถึงครั้งแรก (โดยไม่มีหลักคำสอน) จากจารึกที่เสาอโศก ประมาณศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช โดยคริสต์ศตวรรษที่ 6-3 ก่อนคริสต์ศักราชไม่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีใดใดที่ระบุตัวตนของพระพุทธเจ้าและศาสนาพุทธตามที่ตำราปัจจุบันได้บันทึกไว้ ทั้งประวัติตัวตนที่ถูกต้องรวมถึงพระบรมสารีริกธาตุ

2. หลักฐานโบราณคดีเกี่ยวกับพุทธประวัติ สามารถสืบย้อนไปเก่าแก่ที่สุดได้เพียง 200 ปี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานเท่านั้น หากไม่นับลุมพินีวันแล้วก็ไม่พบหลักฐานใดใดที่สามารถระบุหลักฐานที่เก่ากว่านั้นได้เลย

3. เป็นไปได้ที่พระเจ้าอโศกหยิบยืมศาสนาพุทธเพื่อรับรองความชอบธรรมในการปกครองอินเดียเหนือและบางส่วนของอินเดียใต้ หลังจากที่อเล็กซานเดอร์มหาราชได้กำจัดคู่แข่งคือราชวงศ์นันทะจากการรุกรานจากกรีกมายังอินเดียเหนือ

4. ตำราต่าง ๆ รวมทั้งพุทธประวัติเกิดขึ้นในศตวรษที่ 1-5 หรือประมาณ 500-1,000 ปี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ทั้ง ๆ ที่การบันทึกด้วยลายลักษณ์อักษรเป็นสิ่งที่มีแล้วตั้งแต่ก่อนสมัยนั้น แต่คำอธิบายของพุทธศาสนาคือการสืบทอดศาสนาที่นิยมแบบมุขปาฐะ คือฟังและท่องสืบทอดต่อ ๆ กันมา

5. ศาสนาพุทธยุคเริ่มต้นเป็นศาสนากลุ่มเล็ก ๆ ท่ามกลางศาสนามากมายในอินเดีย นิยมการช่วยกันเพื่อปรินิพพาน ซึ่งเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เพราะต่อมาไม่นานได้เชื่อมโยงกับฆารวาท ด้วยพิธีเดินประทักษิณรอบสถูปโดยเป็นเครื่องมือช่วยให้เข้าใกล้การบรรลุนิพพานได้ดีขึ้น ส่วนฆารวาทก็ฉลองด้วยความรื่นเริง (น่าจะไม่ต่างกับงานวัดในปัจจุบัน)

6. จุดเริ่มต้นของการเสื่อมสลายของพุทธศาสนาเริ่มขึ้นเมื่อกลางคริสต์สหัสวรรษที่ 1 (ประมาณ ค.ศ. 500-1000) เมื่อคณะสงฆ์ค่อย ๆ เก็บตัวอยู่แต่ในสังฆารามและยุติการมีปฏิสัมพันธ์กับฆราวาสลง เนื่องจากผู้ศรัทธามอบที่ดิน ทรัพย์สินมากพอที่จะให้คณะสงฆ์ดำรงชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาค ยุคนี้จึงเกิดการเขียนตำราออกมามากมาย โดยหลักฐานพระไตรปิฏกเริ่มเขียนในช่วงนี้เช่นกัน

7. ช่วงนั้นพระสงฆ์ดำเนินแนวทางพรตนิยม ก่อให้เกิดพระพุทธรูป ที่เน้นการนำไปตั้งที่สังฆารามส่วนตัว และพระพุทธรูปประธานที่เป็นองค์ใหญ่ตั้งในที่ส่วนรวม (ก่อนหน้านั้นจะนิยมสถูปกลมทรงเนินดินเพื่อจะเดินเป็นวงกลมรอบสถูปได้) มีกลุ่มนิกายมหายานและหินยานเกิดขึ้นและอยู่รวมกัน โดยสงฆ์ส่วนใหญ่จะเป็นมหายาน เพราะนิกายหินยานถูกมองจากมหายานว่าเป็นยานที่เคร่งเครียดเกินไป ไม่มีความเมตตา หรือยืดหยุ่น

8. คริสต์สหัสวรรษที่ 1 (ประมาณ ค.ศ. 1000-1500) สังฆารามและเจนติยสถานที่มีสถูปถูกทิ้งร้าง ฆาราวาทจึงหันไปพึ่งพาศาสนาฮินดูและศาสนาเชน ศาสนาฮินดูได้ปรับปรุงลักษณะทางสถาปัตยกรรมและขนบธรรมเนียมปฏิบัติทางศาสนาให้มีความคล้ายคลึงกับรูปแบบของพุทธศาสนาเดิมมากยิ่งขึ้น ถึงขนาดปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของศิวลึงค์จากเดิมเหมือนอวัยวะเพศชาย ให้เป็นทรงสถูปยกสูง ไม่เหมือนอวัยวะเพศชายอีกต่อไป เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่เข้าใจกันว่าเป็นศิวลึงค์ในศาสนาฮินดูในรูปแบบใหม่ ส่วนไวยภพนิกายกลืนศาสนาพุทธโดยปรับคำสอนว่าพระพุทธเจ้าเป็นหนึ่งในอวตารของพระวิษณุ

9. ฆารวาทไม่สนในศาสนศาสตร์มากกว่าการขอพร และพิธีกรรมจากผู้ประกอบพิธีที่ทำให้เขาพึงพอใจ ดังนั้นการเปลี่ยนจากพิธีพุทธเป็นพิธีฮินดูจึงแนบเนียนและไม่มีความลำบากใดใด

10. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 8 ราชวงศ์คุรชระ-ประติหาระ (ซึ่งเจริญขึ้นในแถบตอนกลางของอินเดียภาคเหนือ) ได้ให้การสนับสนุนศาสนาฮินดูอย่างเต็มที่ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง รัฐต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง ศาสนาอิสลามได้เข้ามามีบทบาทแทนที่พุทธศาสนาในฐานะศาสนาแห่งการค้าบนเส้นทางสายไหม ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 และ 12 ดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอนุทวีปถูกกระหน่ำโจมตีโดยราชวงศ์มัสนะวิยะฮ์ (Chaznavid) ซึ่งเป็นราชวงศ์มุสลิมที่มีฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองฆัสนี (Ghaani) ในอัฟกานิสถานในปี ค.ศ. 1001 จนกระทั่ง สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ศาสนาพุทธจึงได้เสื่อมสูญไปจากทั่วภูมิภาคของอินเดีย

ยืนยันว่าการอ่านทั้งเล่มจะช่วยให้เราได้รับข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลมาก และหลักฐานมากมายที่หนังสือเล่มนี้อธิบายอย่างละเอียดจะช่วยให้เราเข้าใจข้อสรุปดังกล่าวได้ดีขึ้น

หนังสือเล่มนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกสั่นคลอนในแง่ "ความศรัทธาแบบจารีต" แต่ในแง่ "ประวัติศาสตร์วิพากษ์" จะช่วยให้เราเห็นสัจธรรมเรื่องความเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ขององค์กรศาสนาได้ชัดเจนที่สุด หากมีข้อถกเถียงใดใด หรือต้องการความชัดเจน ขอให้ติดต่อสำนักพิมพ์ Illuminations Editions โดยตรงครับ

"หลอมรวม / ล่มสลาย: ประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีของพระพุทธศาสนาในอินเดีย" เขียนโดย ลาร์ส โฟเคลิน แปลโดย วรรณพรรธน์ เฟรนซ์ หนังสือพิมพ์ในปี 2566 (ต้นฉบับภาษาอังกฤษปี 2015) ความหนา 410 หน้า ระดับความยาก: ยาก เหมาะสำหรับผู้ที่รักในงานวิจัย มานุษยวิทยา และโบราณคดีทางศาสนาพุทธ เล่มนี้ผมให้ 10/10 ครับ

#BookReview #หลอมรวมล่มสลาย #กนกอ่าน #KanokLeelahakriengkrai 

ความคิดเห็น