ความเข้มแข็งของคนเรามาจากทักษะชีวิตที่หลากหลายที่เกิดจากการเรียนรู้ถูกผิดตลอดช่วงชีวิตโดยเฉพาะช่วงแห่งการค้นหาตัวเอง และอย่าให้อะไรมาลดทอนช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์แห่งการเรียนรู้นี้
โครงงานวิจัยของแกรนต์ฮาร์วาร์ด (Harvard Grant Study) ซึ่งเป็นการศึกษาทบทวนในสาขาจิตวิทยาที่ยาวนานที่สุดและครอบคลุมที่สุดในโลก พบว่าคุณลักษณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในความเป็นมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจในชีวิต 5 ประการ ได้แก่
1. การเสียสละ - เป็นการมุ่งความสนใจไปที่ผู้อื่น
2. การมีอารมณ์ขัน - รู้จักมองอะไรในแง่บวกอย่างสร้างสรรค์
3. การถ่ายโอนความรู้สึกไปสู่การสร้างสรรค์ - เป็นการหาทางเลือกที่น่าพอใจมากกว่าเพียงแค่รู้สึกรักโลภโกรธหลง
4. การคาดหวัง - มองความท้าทายในโลกอย่างสมจริงสมจัง
5. การอดกลั้น - ฮึบไว้ ไม่แสดงออกเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
ชาร์ลส์ บาร์เบอร์ (Charles Barber) ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล ได้ข้อสรุปจากการทบทวนการศึกษาชิ้นนี้ ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์และมิตรภาพกับกลุ่มคนที่คุณรู้จักตลอดชีวิต
ประเด็นที่มีปัญหาคือยุคนี้มีปัจจัยแทรงแซงมากจนเกินไป เช่น มือถือ โซเชียลมีเดีย นักจิตวิทยาที่ผลักดันข้อมูลทุกปัญหาจิตเภทผ่านสื่อต่าง ๆ พ่อแม่ที่คาดหวังความสุขเป็นเป้าหมายของทุกอย่าง (ทั้ง ๆ ที่ชีวิตจริงมีอะไรมากกว่านั้น) และสถาบันศึกษาที่ดึงเอาความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกไปสู่จุดของการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญและอาจะนำลูกคุณไปสู่ป้ายผนึกทางจิตวิทยา หรือจบลงด้วยการใช้ยารักษา ซึ่งหนังสือเล่มนี้เรียกว่า "โรคหมอทำ"
"เด็กคนนี้ดูดีนะ ไหนลองผ่าดูสิว่าเป็นยังไง"
คงไม่มีใครเสียสติขนาดนี้... ถ้าคุณมีสติ
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงกลุ่มคนที่จำเป็นต้องรับการรักษาจริง ๆ ซึ่งเป็นส่วนน้อย กับคนกลุ่มใหญ่กว่าที่เผชิญแรงกดดันในชีวิต ความท้าทายให้ทำสิ่งที่ยาก ความรู้สึกไม่พอใจ ความโกรธ ความผิดหวัง สมหวัง ความสนุกสนาน ความซึมเศร้าทั่วไป ฯลฯ แต่นั่นเป็นการเรียนรู้ตามปกติของเขาเพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่แข็งแรงและไม่ควรมีอะไรมาแทรกแซง
ในสถานศึกษาโดยเฉพาะฝ่ายแนะแนวโดยครูผู้เรียนมาในด้านการบำบัด และอาจคิดไปเองว่าเก่งกว่าพ่อแม่ที่รู้จักลูกของเขา กลุ่มนี้จะใช้หลักประเมินทางจิตวิทยามากมาย จนกลายเป็นการชี้นำเด็กให้เป็นโน่นเป็นนี่ เช่น มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้า มีแนวโน้มพฤติกรรมจากแผลในใจในอดีต มีแนวโน้มฆ่าตัวตาย ฯลฯ ลองดูตัวอย่างคำถามมาตรฐานนี้ดู
1. ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คุณเคยรู้สึกเศร้าหรือหมดหวังทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาสองสัปดาห์หรือนานกว่านั้นจนต้องหยุดทำกิจกรรมปกติหรือไม่
2. ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คุณเคยคิดอย่างจริงจังที่จะฆ่าตัวตายหรือไม่
3. ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คุณเคยวางแผนว่าจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีใดหรือไม่
4. ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คุณเคยพยายามลงมือฆ่าตัวตายกี่ครั้ง
5. หากคุณพยายามฆ่าตัวตายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีครั้งใดที่ส่งผลให้คุณได้รับบาดเจ็บ ได้รับสารพิษ หรือได้รับยาเกินขนาดจนต้องรับการดูแลรักษาจากแพทย์หรือพยาบาลหรือไม่
ชุดคำถามนี้ใช้กับมัธยมต้นและปลายในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกา แต่เรากลับพบว่าหลายข้อให้ข้อมูลที่ไม่จำเป็นชี้นำให้ผู้ตอบกลายเป็นคนอยากฆ่าตัวตาย และผลการทดสอบจากเด็ก ๆ ที่อยากแสดงออกให้ผู้ใหญ่สนใจก็อาจได้ผลที่ผิดเพี้ยนเป็นการอยากฆ่าตัวตายกันไปหมด นั่นเป็นผลลัพธ์ที่นักจิตบำบัดจะมีอะไรทำต่อไป
แน่นอน มีบางคนที่มีความบกพร่องทางจิตจริง ๆ ที่จำเป็นที่ต้องได้รับการรักษา เยาวชนกลุ่มนี้จำเป็นต้องรับการดูแลรับยาจากจิตแพทย์
แต่ก็มีกลุ่มที่สองที่ใหญ่กว่ามากก็คือกลุ่มคนที่แค่วิตกกังวล หวาดกลัว เปล่าเปลี่ยว สับสน หรือเศร้าสร้อย แต่ไม่ใช่เป็นภาวะป่วยทางจิต กลุ่มนี้กำลังถูกเหมารวมและเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างไม่จบสิ้น กลายเป็นคนขาดความมั่นใจ อ่อนไหวกับอารมณ์เกินไป อดทนน้อย และขาดประสิทธิภาพชีวิต กลายเป็นเหยื่อของการรังแกด้วยคำว่า "บำบัด" ทางจิตเพื่อให้จิตใจเข้มแข็ง
ยืนยันว่าผู้ที่สนใจด้านจิตบำบัดควรอ่าน เพราะคุณต้องพัฒนาความรู้ให้เท่าทันเพื่อจะประเมินกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้กลับไปบ้าง
"บำบัดแย่รังแกฉัน Bad Therapy" เขียนโดย Abigail Shrier หนังสือใหม่ พิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (ต้นฉบับ ปี 2024) ความหนา 368 หน้า ระดับความยาก: ปานกลาง เหมาะสำหรับวัยรุ่นนักอ่าน พ่อแม่ ครูแนะแนว และผู้ที่ทำงานกับการพัฒนาคน เล่มนี้ผมให้ 10/10
#BookReview #BadTherapy #กนกอ่าน #กนกลีฬหเกรียงไกร

ความคิดเห็น