ยิ่งโซเชียลมีเดียมีคนใช้มากเท่าไรโอกาสโต้ตอบระหว่างกันก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ หากมีแนวทางการให้เหตุผลที่ดี ก็เป็นประโยชน์ แต่หากไม่มี การถกเถียงจะนำไปสู่อารมณ์และทะเลาะเบาะแว้งกันในที่สุด
ตรรกะวิบัติในการโต้แย้ง (Fallacies) หมายถึงรูปแบบการให้เหตุผลที่ดูเหมือนจะดีแต่นำไปสู่ข้อสรุปไม่น่าเชื่อถือ แม้จะฟังดูมีเหตุผลในตอนแรกก็ตาม หลายครั้งถูกใช้โดยไม่ตั้งใจ หรือบางครั้งใช้เพื่อโน้มน้าวโดยเจตนา
ลิสต์ตรรกวิบัติ 3 อันดับแรกที่พบบ่อยในการโต้แย้ง
1. โจมตีตัวบุคคล (Ad Hominem)
เป็นการโต้แย้งโดยโจมตีคน ไม่ใช่เนื้อหา เป็นตรรกวิติที่พบมากที่สุด เพราะง่ายต่อการเบี่ยงเบนประเด็น เช่น โต้แย้งโดยโจมตีคนแทนที่จะโต้แย้งเนื้อหา ใช้บ่อยในประเด็นการเมือง หรือการถกเถียงออนไลน์
2. บิดเบือนข้อโต้แย้ง (Straw Man)
ทำให้ข้อโต้แย้งของฝ่ายตรงข้ามอ่อนลงเพื่อโจมตีง่ายขึ้น โดยการตีความข้อเสนอของอีกฝ่ายให้สุดโต่งเกินจริงก่อน เหมือนให้กลายเป็นฟางเส้น ๆ แล้วโจมตี พบบ่อยในการถกเถียงเรื่องที่มีความจริงเหมือนกันทั้งสองฝ่าย แต่ทำให้ความจริงของอีกฝ่ายดูน่าขบขัน ไม่น่าเชื่อถือก่อน แล้วจึงนำเสนอความจริงฝั่งของเราเข้าไป
3. อ้างผู้มีอำนาจ (Appeal to Authority)
เชื่อเพราะคนดังหรือผู้มีอำนาจพูด ใช้บ่อยในสังคมที่ผู้นำทางความคิดเป็นผู้พูด หรือการอ้างกลุ่มว่า “ทุกคนในกลุ่มเขาทำกัน” ทำให้สิ่งที่โน้มน้าวดูมีพลังขึ้น แต่ท่าทีคือต้องการให้คนเชื่อ ไม่ใช่ดูว่าเนื้อหาจริงหรือไม่อย่างไร
ตรรกวิบัติที่เหลือสำหรับการตรวจสอบประเด็นระดับลงรายละเอียด
4. สรุปเหตุผิดพลาด (False Cause / Post hoc) - อ้างว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้เกิดอีกเหตุการณ์โดยไม่มีหลักฐาน
5. ทางลาดลื่น (Slippery Slope) - อ้างว่าการกระทำเล็ก ๆ จะนำไปสู่ผลร้ายใหญ่โดยไม่มีเหตุผลรองรับ
6. เหตุผลหมุนวน (Circular Reasoning) - ใช้ข้อสรุปเป็นเหตุผลเอง
7. ตามกระแส (Bandwagon / Appeal to Popularity) - เชื่อเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อ
8. ทางเลือกจำกัด (False Dilemma) - เสนอแค่สองทางเลือก ทั้งที่จริงมีมากกว่า
9. เบี่ยงประเด็น (Red Herring) - เปลี่ยนเรื่องไปเป็นประเด็นอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบ
10. อ้างอารมณ์ (Appeal to Emotion) - ใช้อารมณ์แทนเหตุผล เช่น ทำให้กลัวหรือสงสาร
11. สรุปด่วนเกินไป (Hasty Generalization) - สรุปจากตัวอย่างเล็กน้อยโดยไม่เพียงพอ
12. ตั้งสมมติฐานที่ยังไม่ได้พิสูจน์ (Begging the Question) - ใช้สิ่งที่ยังไม่พิสูจน์มาเป็นข้อสรุป
13. อ้างประเพณี (Appeal to Tradition) - เชื่อเพราะทำกันมาแบบนี้เสมอ
14. อ้างความไม่รู้ (Appeal to Ignorance) - อ้างว่าจริงเพราะไม่มีหลักฐานว่าไม่จริง
ในมุมของผู้ฟัง อย่ารีบเชื่อทันที ให้หยุดคิดก่อน พยายามหาหลักฐานในเนื้อหา ไม่ใช่แค่ความเห็นหรืออารมณ์ จับสัญญาณการบิดเบือนหรือเบี่ยงประเด็น ไม่หลงตามกระแส และมองหาคุณภาพของข้อมูลจริง เช่น ทำไมถึงได้ข้อสรุปแบบนี้ได้ เหตุผลแข็งแรงไหม
ส่วนผู้พูด ผมคิดว่าควรฟังให้เข้าใจก่อน อย่าโจมตีที่ตัวคน เน้นที่เนื้อหา อย่าใช้อารมณ์เอาชนะกัน พยายามหาข้อสรุปที่ดีมากกว่าหักล้าง เป็นต้น
ปกติผมไม่ชอบโต้แย้งโดยเฉพาะในโลกออนไลน์ อาจเป็นเพราะในการพิมพ์และอ่าน เป็นรูปแบบการสื่อสารที่ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นทางการ แม้ประเด็นพูดคุยไม่ถึงขนาดนั้น ขณะที่ทักษะการสื่อสารด้วยการพิมพ์ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้สิ่งที่พิมพ์และอ่าน อาจมีช่องว่างของอารมณ์เข้ามาแทรกได้ง่าย ซึ่งเมื่อแสดงความเห็นต่างด้วยการพิมพ์และสื่อสารไม่ดีพอ ผลลัพธ์จะไปทางไม่พอใจหรือโกรธได้ง่ายกว่า ฉะนั้นผมจะเลือกพบกันแล้วคุยมากกว่าหากจำเป็นต้องแสดงความเห็นต่างจริง ๆ
อ้างอิง: Matthew Syed. (2567). Rebel Ideas: The Power of Diverse Thinking พลังแห่งการคิดต่าง.

ความคิดเห็น