สังคมไทยคุ้นเคยกับ "ความปรองดองและสามัคคี" มากกว่า "การค้นหาความจริงและความยุติธรรม" ซึ่งอย่างแรกก็ฟังรื่นหูกว่าอย่างหลังแล้ว
เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นความล้มเหลวของความจริงและความยุติธรรม เพราะเพียงวันนั้นวันเดียวเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สังหารหมู่นักศึกษา 41 คน (หลายสื่อรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน) จับกุมกว่า 3,000 คน ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์และล้มล้างสถาบันฯ
เที่ยงคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เกิดเหตุการณ์เผาป้อมยามหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาราวตี 2 มหาวิทยาลัยถูกปิดล้อมจากกลุ่มพลเรือนอันธพาลขวาจัดติดอาวุธ กลุ่มกระทิงแดง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปืนถูกระดมยิงอย่างต่อเนื่องจากทุกทิศทุกทาง ประมาณตี 5 ครึ่งมีการยิงระเบิดเข้ามากลางสนามหญ้า นักศึกษาเสียชีวิตทันที 4 ราย มีกองกำลังตำรวจ ตชด. มาเสริม เกิดการระดมยิงปืนกระสุนจริงเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเป็นชั่วโมง ๆ จนถึง 7 โมงครึ่ง รถเมล์พุ่งชนประตูเข้ามา กลุ่มพลเรือนอันธพาลบ้าคลั่งและเจ้าหน้าที่ตำรวจไหลเข้ามาจนจับนักศึกษาไว้ได้อย่างชุลมุน
ประเด็นที่หนังสือเล่มนี้เสนอเป็นการเก็บข้อมูลสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และหลังจากนั้น ผู้เขียนอยู่ในฐานะแกนนำนักศึกษา และอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด
ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงหลัง 6 ตุลา 19 จึงเป็นการรื้อฟื้นความจริงที่เป็นประวัติศาสตร์ประเทศแม้จะอยู่ใกล้มือ และข้อมูลต่าง ๆ ยังสามารถเสาะหาได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์นั้นหาความจริงจนเกิดความยุติธรรมได้ จึงเกิดภาวะเหมือนจำได้ แต่ก็ไม่อยากจำ อยากให้ลืม แต่ก็ไม่สามารถลืมได้
มีประเด็นมากมายซึ่งจำเป็นต้องอ่านซ้ำอีกหลายรอบกว่าจะเก็บความทรงจำได้ครบถ้วน แต่โดยสรุปคร่าวที่สุด
1. 6 ตุลา 2519 เป็นเหตุการณ์ปิดล้อมสังหารหมู่นักศึกษาที่มีแนวคิดทางการเมืองฝ่ายซ้าย เป็นเหตุการณ์คนละอย่างกับ 14 ตุลา 2516 ที่เป็นชัยชนะของนักศึกษาหัวก้าวหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อุดมการณ์เหมือนกัน แต่วันนั้นรัฐใช้อำนาจแก้แค้นเอาคืน
2. มีการปลุกระดมอย่างเป็นระบบได้แก่ กลุ่มกระทิงแดง กอ.รมอ. นวพล (พลเรือน) กลุ่มอันธพาลติดอาวุธฝ่ายขวาจัด กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน สื่อวิทยุยานเกราะที่ระดมพูดทางสื่อให้ฆ่านักศึกษาเพราะไม่ใช่คนไทยแต่เป็นคอมมิวนิสต์ญวน (เวียดนาม) ตำรวจ และตำรวจตะเวณชายแดน (ตชด.) พระสงฆ์ที่สอนชาวบ้านว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป สื่อมวลชนดาวสยามที่ลงข่าวนักศึกษาเล่นละครหมิ่นสถาบันโดยแต่งภาพให้ดูคล้ายรัชทายาท หรือแม้แต่สถาบันฯ ที่ทรงวางพระองค์นิ่งเฉยอย่างมีนัยต่อโศกนาฏกรรมนี้
3. นักศึกษาที่นั่นถูกจับ ส่วนใหญ่ถูกปล่อย เกิดภาวะสิ้นหวังในอุดมการณ์ประชาธิปไตย บางส่วนจึงเข้าป่าเพื่อโอบรับอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยมีจีนสนับสนุน แต่ก็ผิดหวังเพราะเมื่ออยู่ไป แนวปฏิบัติของพรรคคอมมิวสต์กลับเป็นแนวอนุรักษ์นิยมขวา แทนที่จะกล้าคิดกล้าแตกต่างตามอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย สุดท้ายก็ออกจากป่าด้วยความผิดหวังจากอุดมการณ์ซ้ายและผิดหวังเพราะต้องมาสมาทานกับอำนาจรัฐฝ่ายขวา
4. การเมืองที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดการผ่อนคลายเพื่อปรองดองสมานฉันท์ ทุกฝ่ายถูกบังคับให้ลืม ฝ่ายผู้ถูกกระทำถูกจำกัดการแสดงออกถึงความจำไม่ให้ก้าวล่วงไปจนเกิดการเผชิญหน้าซึ่งหมายถึงการจำกัดการค้นหาและการแสวงหาความจริง ฝ่ายผู้กระทำก็ยืนยันความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและลอยตัวเหนือความรับผิดชอบใดใด
5. ปัจจุบันคนเดือนตุลาปรับเปลี่ยนจุดยืน บางคนถูกมองว่าทรยศจุดยืนในอดีต บางคนรักษาจุดยืนในอดีตอย่างเคร่งครัด คงไม่มีคำตอบใดที่ตรงใจที่สุด แต่การสังหารหมู่ในวันนั้นยังคงไม่มีคำตอบ ยังหาผู้สั่งการไม่ได้ ไม่มีการเยียวยา ไม่มีการยอมรับใดใด มีเพียงบอกปัดเพื่อรักษาความปรองดองสามัคคี ปล่อยวางให้ผ่านไปเหมือนฝันร้าย
ยืนยันว่าถ้าอ่านด้วยตัวเองจะได้อะไรที่มากมายจนเกิดความรู้สึกตะลึงงันจนถึงขั้นเงียบเชียบสิ้นหวังกับเหตุการณ์นี้ได้เลย
“ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงหลัง 6 ตุลา 19” เขียนโดยธงชัย วินิจจะกูล หนังสือใหม่ปี 2568 ความหนา 520 หน้า ระดับความยาก: ปานกลาง เป็นหนังสือที่ทุกคนควรได้อ่านสักครั้งในชีวิตเพื่อจะเข้าใจปรากฏการณ์สังคม 6 ตุลา 19 อย่างแท้จริง เล่มนี้ผมให้ 10/10
#BookReview #ห้วงแห่งความเงียบงัน #รีวิวโดยกนก #กนกลีฬหเกรียงไกร #KanokLeelahakriengkrai

ความคิดเห็น